เทคนิค Screen หุ้นเมกะเทรนด์

อุตสาหกรรมใดจะโตยาวนานเป็น “เมกะเทรนด์”?
หุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากแนวโน้มนั้น?
และราคาหุ้นนั้นยังเหมาะสมสำหรับการลงทุนหรือไม่?
เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับการลงทุนระยะยาว

บทความนี้ไม่ได้ตอบคำถามข้างต้นโดยตรง แต่จะพยายามจะสอนวิธี “ตกปลา” แทนที่จะให้ปลาโดยตรง

แรกสุด ลองย้อนกลับไปดูเบื้องหลังการค้นหาหุ้นเมกะเทรนด์โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์หุ้นแบบ Top-Down ที่ช่วยจำกัดขอบเขตการวิเคราะห์ให้แคบลง ประหนึ่งนักลงทุนมีมุมมองแบบนกที่บินสูง จึงมองภาพกว้างได้ดีกว่า

สล็อตออนไลน์

จากนั้น ค่อยทุ่มสรรพกำลังลงไปค้นหาหุ้นในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้าเงื่อนไขเป็นเมกะเทรนด์ เนื่องจากเป็นไปไม่ได้เลยที่นักลงทุนคนหนึ่งจะติดตามพัฒนาการของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีมากกว่า 600 บริษัท เมื่อผนวกกับแนวคิดการวิเคราะห์แบบ Bottom-Up ที่ช่วยวิเคราะห์แบบเจาะลึกทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รวมถึงเชิงเปรียบเทียบของ
หุ้นทุกตัวในอุตสาหกรรม จะช่วยคัดกรองหุ้นผู้ชนะในระยะยาวที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์ รวมถึงประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุนอีกด้วย

บทความนี้แบ่งเป็นหลายส่วน เริ่มด้วยการวิเคราะห์ Top-Down เพื่อค้นหาอุตสาหกรรมที่โตต่อเนื่องเป็นเมกะเทรนด์ จากนั้นจะต่อยอดโดยใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up เพื่อค้นหาหุ้นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม

เริ่มด้วยการทำความรู้จักกับเมกะเทรนด์ก่อน

เมกะเทรนด์ คือแนวโน้มหลักทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การอยู่ การใช้สินค้าและบริการต่างๆ จนผลักดันให้ยอดขายของบางอุตสาหกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางช่วงเวลาภาวะเศรษฐกิจอาจเป็นขาลงบ้างก็ตาม

เมกะเทรนด์อาจเกิดจากการพัฒนาของใหม่ให้ดีกว่าหรือสะดวกกว่าของเดิมจนคนเปลี่ยนมาใช้ของใหม่ เช่น กล้องฟิล์ม ถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิตัล ในเวลาต่อมาก็ถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดไปโดยสมาร์ทโฟน เป็นต้น

เมกะเทรนด์อาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ เมื่อรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง จำนวนคนที่มีความสามารถที่จะใช้ก็อาจมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยที่สินค้านั้นอาจไม่ได้เป็นของใหม่อะไร เช่น การใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน การท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น

เมกะเทรนด์ที่รู้จักกันทั่วไปก็เช่น ภาวะความเป็นเมืองที่ขยายตัวไปเรื่อยๆ (Urbanization) และไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว

เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวเป็นส่วนใหญ่ตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพดีขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนมีโอกาสทางการศึกษาและทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงมีโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคมมากขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง ผนวกกับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตร เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ สังคมไทยก็พัฒนาไปสู่สังคมเมืองมาก
ขึ้นตามลำดับ การขยายตัวของสังคมเมืองทำให้วิถึการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวมีขนาดเล็กลง การใช้ชีวิตเร่งรีบเมื่อเทียบกับสังคมชนบท เพื่อสนองตอบความต้องการของคนเมือง จึงจำเป็นที่จะต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ หรือท่าเรือขนส่งสินค้า รวมถึงระบบการศึกษา
ประกันสุขภาพ และการจ้างงานต่างๆ

jumboslot

เมกะเทรนด์ที่เกิดควบคู่กันกับการขยายตัวของสังคมเมือง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (Aging society) ที่ส่งผลให้คนมองหาการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังซื้อในกลุ่มคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นอย่างชัดเจนก็เช่น
โมเดิร์นเทรด โรงพยาบาล ประกันภัย ไมโครไฟแนนซ์ บัตรเครดิต ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น ยอดขายของอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์เหล่านี้เติบโตเฉลี่ยต่อเนื่องยาวนาน ในปีที่เศรษฐกิจดี อาจขยายตัวมากหน่อย ในปีที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจขยายตัวในอัตราที่ชะลอบ้าง แต่โดยเฉลี่ยยังคงขยายตัวไปได้ดีกว่าเศรษฐกิจโดยรวม

หลายอุตสาหกรรมอาจโตช้าลงบ้างเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน อย่างไรก็ดี แนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ถึงตรงนี้ อาจมีบางท่านสงสัยว่า ทำไมการเติบโตต่อเนื่องยาวนานจึงดี? ก่อนอื่นต้องรู้จักการเติบโตแบบทบต้นก่อน หลักสำคัญของการโตแบบนี้คือ อัตราการเติบโต และระยะเวลาการเติบโต กล่าวคือ ยิ่งโตเร็ว และระยะเวลาการเติบโตยิ่งยาว จะยืนยันการเป็นเมกะเทรนด์
ตัวอย่างเช่น ถ้ายอดขายของบริษัทรวยเร็วขยายตัว 25% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ยอดขายของบริษัทนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 8.3 เท่าตัว คือจาก 100 ล้านบาทในปีแรก เป็น 931 ล้านบาท ในปีที่ 10

อย่างไรก็ดี แม้จะโตช้าลงบ้าง แต่หากมีความแน่นอนสูงที่ระยะเวลาการเติบโตจะยืดยาวออกไปอีกนานก็ยังเป็น เมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น ถ้ายอดขายบริษัทก้าวมั่นคงขยายตัว 15% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ยอดขาย ของบริษัทนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าตัว คือจาก 100 ล้านบาทในปีแรก เป็น 1,637 ล้านบาทในปีที่ 20

น่าสังเกตว่า ยอดขายของบริษัทก้าวมั่นคงโตช้ากว่าของบริษัทรวยเร็ว แต่ช่วงการเติบโตของบริษัทก้าวมั่นคงยาวนานกว่ามาก จึงมีโอกาสที่ยอดขายของบริษัทก้าวหน้าฯ จะแซงไปได้ หากของบริษัทรวยเร็วเกิดแผ่วปลาย ธุรกิจที่ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะ 25% 15% หรือ 10% ต่อปี ขอให้ช่วงการเติบโตยาวนานล้วนจัดว่าเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ

โดยทั่วไป ธุรกิจที่ยอดขายเติบโต กำไรมักจะโตเร็วกว่ายอดขาย เพราะเกิดการประหยัดจากการผลิตหรือให้บริการขนาดที่ใหญ่ขึ้น (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และ/หรือ ต้นทุนในการขายและบริหารต่อยอดขายก็จะลดลง เมื่อบริษัทมียอดขายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีบทบาทต่ออุตสาหกรรม บริษัทเหล่านี้มักมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นกับซับพลายเออร์
จึงมีแนวโน้มที่บริษัทเหล่านี้จะถ่างอัตรากำไรให้กว้างขึ้นได้

ขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้มักมีความเข้มแข็งทางการเงินมากขึ้นด้วย เมื่อความเสี่ยงด้านเครดิตลดลง และยังมีทางเลือกอื่นในการระดมทุนอื่น เช่น ออกหุ้นกู้ ต่อรองได้เครดิตเทอมจากซับพลายเออร์ยาวขึ้น เป็นต้น บริษัทเหล่านี้จึงมีอำนาจต่อรองดีขึ้นกับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ส่งผลให้ต้นทุนการเงินมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ในช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ยอดขายของหุ้นเมกะเทรนด์อาจไม่โดดเด่นเท่ากับของหุ้นวัฏจักร เช่น หุ้นปิโตรเคมี พลังงาน เหล็ก ชิปปิ้ง เป็นต้น แต่ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ยอดขายของหุ้นเมกะเทรนด์ถูกกระทบน้อยกว่า เรียกได้ว่า มีความผันผวนของยอดขายและกำไรต่ำกว่าอย่างชัดเจนนั่นเอง ดังเช่น หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เป็นหุ้นเมกะเทรนด์ที่อยู่ในข่าย “โตเรื่อยๆ แบบช้า แต่ชัวร์”

ภาพจะชัดเจนมากขึ้น หากนำข้อมูลหุ้นเมกะเทรนด์ไปเทียบกับหุ้นวัฎจักรที่ยามขาขึ้นก็ดีใจหาย แต่ภาพจะตรงข้ามในยามเปลี่ยนเป็นวัฎจักรขาลง ซึ่งนักลงทุนที่มีความเข้าใจเชิงลึกและเข้าถึงข้อมูลหุ้นวัฎจักรได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถทำกำไรได้หลายเท่าตัว

ในที่นี้จะลองยกตัวอย่างเมกะเทรนด์ด้านการพักผ่อนสันทนาการหรือการท่องเที่ยวนั่นเอง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากกการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Airline) การขยายตัวของคนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทีเดินทางถี่ขึ้น ในภาพรวม รายได้จากภาคการท่องเที่ยวไทยขยายตัวเร็วกว่า GDP ของประเทศมาก สัดส่วนรายได้จากภาคท่องเที่ยวต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 6% ในปี 41 มาอยู่ที่กว่า 12% ในปี 58 และแนวโน้มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 14.0 ล้านคน ในปี 2552 เป็น 29.9 ล้านคน ในปี 2558 ขณะเดียวกันคนไทยยังเที่ยวไทยกันเองมากขึ้นด้วย

เครดิตฟรี

องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (UNWTO) ชี้ว่า การท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวโลกเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลของ UNWTO ในปี ค.ศ. 1995 พบว่า14.4% ของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลก ท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก UNWTO คาดว่า เมื่อถึงปีค.ศ. 2020 ภูมิภาคนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25.4% เป็นรองเฉพาะภูมิภาคยุโรปเท่านั้น

เมื่อเห็นภาพใหญ่แล้ว ท่านสามารถดึงข้อมูลตัวเลขทางการเงินของรายบริษัท/อุตสาหกรรม/และตลาดหุ้นย้อนหลัง ข้อมูลยิ่งยาว ยิ่งทำให้เห็นแนวโน้มผลการดำเนินงานเชิงเปรียบเทียบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แล้วจะหาข้อมูลจากไหนดี?

ถึงจุดนี้ SETSMART จะเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” ในการคัดกรองหุ้นเมกะเทรนด์

ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก SETSMART อย่างย่อก่อน

SETSMART เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา ง่ายแค่คลิกออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ช่วยคัดกรองหุ้น แถมสามารถดึงข้อมูลในรูปไฟล์เอ็กเซล (Excel) จะเป็นรายบริษัท/อุตสาหกรรม/หรือตลาดภาพรวมก็ได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน จัดทำประมาณการทางการเงิน และประเมินมูลค่ากิจการต่อได้อย่างรวดเร็ว

วกกลับมาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว พอเราสนใจอุตสาหกรรมนี้ ก็เริ่มลงลึกว่า ใครจะได้ประโยชน์บ้าง ตั้งแต่ธุรกิจสนามบิน สายการบิน โรงแรม ฯ เป็นต้น

ลองดึงข้อมูลงบการเงินย้อนหลังผ่าน SETSMART ของธุรกิจเหล่านี้มาเปรียบเทียบกันก็จะเริ่มเห็นแนวโน้มที่ผ่านมา ธุรกิจใดมีผลดำเนินงานดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา และจะยังคงดีต่อไปหรือไม่ บริษัทที่อยู่ในธุรกิจนั้นจะมีผลดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกับของอุตสาหกรรมหรือไม่ และอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร

ท่ามกลางปัจจัยบวกที่หนุนการเติบโตระยะยาว ธุรกิจท่องเที่ยวเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเมืองของหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ดี สถิติบ่งชี้ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แม้รายได้อาจจะผันผวน แต่ก็ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น

กระนั้นก็ตาม การเข้ามาของผู้ประการกอบหน้าใหม่ทำให้มีการแข่งขันสูง เห็นได้ชัดเจนในธุรกิจสายการบิน ด้านธุรกิจโรงแรมเผชิญหน้ากับโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป หลายแห่งต้องปรับกลยุทธ์มาสร้างการเติบโตจากกลุ่มตลาดกลาง-ล่างมากขึ้น หรือแม้กระทั่งกระจายความเสี่ยงออกไปทำธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ เป็นต้น

ขณะที่ธุรกิจสนามบินผูกขาดโดยธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะเดินทางกับสายการบินมาตรฐานหรือสายการบินโลว์คอร์ส ต่างถูกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินเท่ากัน นอกจากนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วเกินคาด ช่วยทำให้การใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดีเกินคาด ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น(ROE) จึงไต่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

ถึงตรงนี้ ต้องใช้การวิเคราะห์ Bottom Up เจาะกลยุทธ์การทำธุรกิจรายบริษัทในแต่ละธุรกิจเพื่อค้นหาหุ้นผู้ชนะ โมเดลการวิเคราะห์ที่นิยมทำกันมีดังนี้

[NPC4]

การวิเคราะห์ SWOT ที่วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสการทำธุรกิจ และภัยคุกคามต่อธุรกิจ

การวิเคราะห์ 5 Forces ที่วิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม, อุปสรรคในการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ ง่าย-ยาก, อำนาจต่อรองของผู้ซื้อสินค้า และผู้ขายวัตถุดิบ, รวมถึงสินค้าที่ใช้ทดแทนหาได้ยากง่ายแค่ไหน เป็นต้น

การวิเคราะห์วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เติบโต อิ่มตัว หรือกลายเป็นขาลงไปแล้ว

นอกจากนั้น ยังต้องวิเคราะห์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความสามารถของผู้บริหาร ตลอดจนการกำกับกิจการที่ดี หรือบรรษัทภิบาล โดยอาจดูได้เบื้องต้นจาก CG เรทติ้งที่จัดทำโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD

น่าสังเกตว่า หุ้นผู้ชนะมักเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ เนื่องจากการมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 หรือ 2 ในอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาโดยง่าย

ผู้นำตลาดมักมีคุณสมบัติหลายๆ ข้อดังนี้

  • มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่โดดเด่นไม่ด้านคุณภาพ ก็ราคา หรือทั้งสองอย่าง จนแบรนด์ติดตลาด
  • มีกระบวนการผลิตหรือช่องทางจัดหาสินค้าที่ได้เปรียบคู่แข่ง
  • มีการบริหารโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ บริหารสินค้าคงคลัง/สินค้าสำเร็จรูป ตลอดจนการกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค
  • มีการวิจัยผลิตภัณฑ์จนดูเด่นกว่าคู่แข่ง หรือมีมูลค่าเพิ่มฯ

คุณสมบัติเหล่านี้มักอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดีเด่นกว่าคู่แข่ง

เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงคุณภาพแล้ว ต่อไปก็มาดูเชิงปริมาณ

การวิเคราะห์เชิงปริมาณเป็นการวิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ ในงบการเงิน ปกติจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน และการประเมินราคาหลักทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือการวิเคราะห์งบการเงินทั่วๆ ไป

เมื่อค้นพบหุ้นเมกะเทรนด์แล้ว ต่อไปก็ต้องพิจารณาว่า ราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่ สำหรับหุ้นทั่วๆ ไป อาจใช้อัตราส่วนทางการเงินที่จะกล่าวถึง หากเป็นข้อมูลอดีต สามารถหาได้จาก SETSMART ส่วนข้อมูลคาดการณ์ หากไม่สะดวกทำเอง อาจหาจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้การตัดสินลงทุนดีขึ้น

ประการแรก Dividend Yield หรืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล บริษัทที่มีประวัติจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่องสะท้อนว่า กิจการนั้นๆ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอยู่เกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาฐานะทางการเงิน จะมีข้อยกเว้นบ้าง กับกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องสงวนเงินสดไว้ลงทุน แต่ถ้าจะให้ดีต้องมี ROE สูงด้วย นอกจากนั้น
เงินปันผลยังเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้ ทำให้ผู้ลงทุนมีรายได้ระหว่างรอการเติบโตของกิจการ ขณะที่กำไรจากส่วนต่างราคาจะรับรู้ก็ต่อเมื่อขายหุ้นเท่านั้น

ประการที่ 2 PEG หรือค่าพีอีเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรใน 3 ปี ข้างหน้า นักลงทุนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า ค่าพีอีต่ำคือ ถูก ค่าพีอีสูงคือ แพง แต่จริงๆ แล้ว การดูพีอีโดยอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน จะต้องพิจารณาค่าพีอีเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ต้องระมัดระวังผลจากปีฐานต่ำด้วย

กรณีที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่ามากๆ มีแนวโน้มที่หุ้นจะถูก เช่น ค่าพีอีอยู่ที่ 10 เท่า แต่กำไรถูกคาดหมายว่าจะโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แบบนี้ค่า PEG จะอยู่ที่ 0.5 เท่า (คำนวณจาก 10/20)

กรณีที่ PEG สูงกว่า 1 เท่ามากๆ มีแนวโน้มที่หุ้นจะแพง เช่น ค่าพีอีอยู่ที่ 30 เท่า แต่กำไรถูกคาดหมายว่าจะโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แบบนี้ค่า PEG จะอยู่ที่ 1.5 เท่า (คำนวณจาก 30/20)

กรณีที่ PEG ใกล้เคียง 1 เท่า มีแนวโน้มที่ราคาหุ้นอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม *หมายเหตุ หากมีความเป็นไปได้สูงมากที่ช่วงการเติบโตจะยาวนานเป็น 10-20 ปี หากค่าพีอีเกิน 1 เท่า ไปบ้าง ก็อาจอยู่ในข่ายไม่แพง ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม

ประการที่ 3 PBV เทียบ ROE นักลงทุนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า ค่า PBV หรือราคาตลาดเทียบกับมูลค่าตามบัญชี ต่ำคือ ถูก ค่า PBVสูงคือ แพง จริงๆ แล้ว ต้องพิจารณาประกอบกับค่า ROE ที่คำนวณจากกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

กรณีบริษัทที่มี ROE สูงๆ มีแนวโน้มที่จะเทรดที่ PBV สูง ในทางกลับกันบริษัทที่มี ROE ต่ำมาก หรือถึงขั้นขาดทุนเลย มีแนวโน้มที่จะเทรดที่ PBV ต่ำหรือแม้กระทั่งเทรดต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเลยก็มีเยอะ ณัฐมล กล่าว

บ่อยครั้งที่พบอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์แล้ว แต่ราคาหุ้นแพงเกินไป โดยพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ แต่การวิเคราะห์ก็มิได้สูญเปล่า นักลงทุนสามารถรอเวลาให้ราคาหุ้นถอยลงมา ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเมืองหรือปัจจัยชั่วคราว การบริหารสมอง ด้วยการคัดกรองหุ้นเมกะเทรนด์ โดยมี SETSMART เป็นตัวช่วย
จึงช่วยให้การตัดสินใจลงทุนระยะยาวมีความแม่นยำมากขึ้น พึงตระหนักว่า พฤติกรรมผู้บริโภคบ้างก็เปลี่ยนเร็ว บ้างก็เปลี่ยนช้า แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นสัจจะนิรันดร์ จึงต้องติดตามทบทวนการวิเคราะห์เป็นระยะเพื่อปรับพอร์ตลงทุนให้อยู่ในหุ้นเมกะเทรนด์ที่มีความแน่นอนสูงกว่า ในราคาที่มีส่วนลดพอสมควร

You may also like...