5 เคล็ดลับ บริหารเงิน “อาชีพอิสระ”

“Freelance” อาชีพยอดฮิตของคนยุคนี้ หรือจะเรียกว่าเป็น “อาชีพในฝัน” ก็คงไม่ผิดนัก…

ข้อดีอยู่ที่คำว่า “Free” (อิสระ) นี่เอง ที่ช่างดึงดูดใจ ชวนให้ใครต่อใครอยากเข้ามาครอบครอง

สล็อตออนไลน์

เฟิร์นเองเปลี่ยนสถานะจาก “มนุษย์เงินเดือน” มาเป็น “อาชีพอิสระ” ได้เกือบ 1 ปี บอกได้เลยว่ามีทั้งข้อดีที่ดึงดูด และข้อด้อยที่ต้องคอยระวัง

… “รายได้ที่มากขึ้น” แลกมากับ “ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น”

วันนี้ว่าจ้าง วันรุ่งขึ้นเลิกจ้าง ก็มีให้เห็นในทุกสายงานของคนที่มีอาชีพอิสระ…

เพราะไม่ใช่แค่เราที่มี “อิสระ” ในการเลือกงาน แต่ผู้ว่าจ้างก็มี “อิสระ” ในการเลือกว่าจะจ้างเราหรือไม่…เช่นกัน

… “ชั่วโมงทำงานที่น้อย” แลกมากับ “ความรับผิดชอบใหญ่หลวง”

รายได้ที่ว่ากันว่า “มากขึ้น” ก็เพราะหากเปรียบเทียบเวลาทำงานของ Freelance แล้ว ดูเหมือน “ทำน้อย แต่ได้มาก”

jumboslot

ความจริงก็คือ ระยะเวลาการทำงานที่น้อย…แลกมากับ ความรับผิดและรับชอบอันยิ่งใหญ่ ต้องทำให้ดีและห้ามพลาด!

… “เวลาที่มากขึ้น” แลกมากับ “วินัยที่ต้องเข้มงวดขึ้น”

จบงานจบกัน อาจเป็นวิถีของผู้มีอาชีพอิสระ ไม่ต้องนั่งนับให้ครบชั่วโมงการทำงาน เฉกเช่นมนุษย์เงินเดือน

แต่หากใช้เวลาว่างอย่างไร้ประโยชน์ ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่รักษาสุขภาพ ไม่ฝึกปรือฝีมือ…ไฉนเลยจะมีใครว่าจ้าง ดังนั้นจึงต้องมี “วินัย” ในตัวเอง เพราะถ้า “ไม่มีของ” ก็ย่อมไม่มีใครยอม “จ่ายแพง” จริงมั้ย?

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหรียญสองด้านที่เฟิร์นได้เรียนรู้ในฐานะ “ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ”

เครดิตฟรี

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ “การบริหารเงิน” ของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น Freelance ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสมัยที่เป็น “มนุษย์เงินเดือน”

และนี่คือเคล็ดลับ 5 ข้อที่ ผู้ที่มี “อาชีพอิสระ” สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการบริหารเงินของตนเอง

“เงินสด” สำคัญที่สุด
รายได้ของบรรดา Freelance แตกต่างกับมนุษย์เงินเดือน ตรงที่ “ไม่มีวันเงินเดือนออก (ที่แน่นอน)” บางครั้งเสร็จงานปุ๊บ รับเงินปั๊บ แต่ก็มีไม่น้อยที่ทำงานเสร็จแล้วยังไม่ได้เงิน ต้องรอรอบบัญชีบ้าง รอสิ้นเดือนบ้าง รอจ่ายทีเดียวบ้าง… แต่ต้นทุนชีวิต และต้นทุนการทำงาน ทั้งค่าเดินทาง ค่าบ้าน ค่าอาหาร หรืออุปกรณ์การทำงาน รอจ่ายได้ที่ไหน?
แถมอาชีพอิสระอย่างเรารายได้ก็ไม่แน่นอน เดือนนี้งานเข้า- เงินเข้า เดือนต่อไปอาจจะงานหด- เงินหายก็ได้

ดังนั้น จึงต้องมี “เงินสด” ไว้ให้อุ่นใจเสมอ…ง่ายที่สุดก็คือการเก็บไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (และมีบัตรเอทีเอ็ม) ที่ถอนได้ทุกเวลานาที ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรจะต้องมีเงินสดไว้ในบัญชีออมทรัพย์ประมาณ 60,000 บาท ให้อุ่นใจ เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องกังวล

สล็อต

อย่าลืมทำ “ประกันสุขภาพ”
“ทำงาน – ได้เงิน, ไม่ทำงาน- ไม่ได้เงิน” นิยามที่ชัดที่สุดของอาชีพอิสระ ดังนั้น “สุขภาพกายที่แข็งแรง” จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากป่วย ลา มาสาย นอกจากจะขาดรายได้ในวันนั้นแล้ว เผลอๆ อาจเสียเครดิตก็เป็นได้ ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาป่วย ที่แม้จะหยุดงานแต่รายได้ก็คงเดิม อีกทั้งบรรดา Freelance ยังไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลจากต้นสังกัด
เหมือนมนุษย์เงินเดือนอีกด้วย

ดังนั้น “ประกันสุขภาพ” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่เป็นนายตัวเองทั้งหลาย เพราะหากเจ็บป่วยรายได้ที่หามาอาจไม่พอเยียวยาให้ตัวเองหายดี ซึ่งส่วนตัวเฟิร์นยังชอบซื้อประกันส่วนเพิ่มที่ “ชดเชยรายได้” ให้ด้วย หมายความว่าหากนอนโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ก็เท่ากับขาดรายได้ บริษัทประกันก็จะชดเชยให้เท่ากับจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล และส่วนเพิ่มเช่นนี้
มักมีเบี้ยประกันที่ไม่สูงนัก

แบ่งเงินให้ชัด แล้วใช้ให้เกลี้ยง
ไม่ว่าจะเป็นคนอาชีพไหน สิ่งที่ควรทำก็คือ “งบประมาณรายจ่าย” ส่วนตัวเฟิร์นแบ่งเงินเป็น 4 ส่วน (ไม่เท่ากัน) เสมอไม่ว่ารายได้จะมาก – น้อยแค่ไหนก็ตาม

ส่วนที่ 1: ให้เงินทำงาน (นำไปต่อยอด เงินต่อเงิน)

ส่วนที่ 2: ค่าใช้จ่ายประจำวัน (ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ฯลฯ)

ส่วนที่ 3: เงินฉุกเฉิน (เสริมสภาพคล่อง)

ส่วนที่ 4: จิปาถะ (ท่องเที่ยว เสริมความรู้ หนังสือ ฯลฯ)

เมื่อแบ่งรายได้ที่เข้ามาในกระเป๋าเป็น 4 ส่วนตามสไตล์ของตนเองแล้ว ส่วนที่ 2 (ค่าใช้จ่ายประจำวัน) ก็จัดการ “ใช้ให้เกลี้ยง” เพราะหากเราเก็บออม (ให้เงินทำงาน) มีเผื่อ (ฉุกเฉิน) มีเติม (ประสบการณ์, ความรู้) ที่เหลือก็เป็นของเรา มีน้อย- ใช้น้อย, มีมาก- ใช้มาก เพราะหากมัวแต่เก็บทั้งหมดเพื่ออนาคต ก็อาจจะทำให้เราไม่ได้สัมผัสกับความสุขในปัจจุบัน…

แต่อย่าลืมว่าต้อง “แบ่งให้ชัด” ก่อน ถึงจะ “ใช้ (ที่เหลือ) ให้เกลี้ยง” ไม่ใช่เอาแต่ใช้จนสุดท้ายไม่มีเหลือ!

ให้เงินทำงาน ไม่ใช่เอาแต่ “ใช้แรงทำเงิน”
“สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิตของ Freelance คือความไม่แน่นอน” ดังนั้นนอกเหนือจากการเสียหยาดเหงื่อ แรงกาย พลังใจ และมันสมอง ของเราไปกับการทำงานแล้ว อย่าลืมนำ “เงิน” ที่เราต้องทุ่มเทให้ได้มันมาไป “ทำงานต่อ” ด้วยการลงทุน จะได้เข้าหลักการ “ใช้แรงทำเงิน และ ให้เงินทำงาน” เผื่อวันหนึ่งเราไม่สามารถ “ใช้แรงทำเงิน” ก็ยังมีดอกผลจากการที่เรา
“ให้เงินทำงาน” มาเก็บกินบ้าง

วิธีการก็แสนง่าย แค่นำเงินที่เราแบ่งเอาไว้ (ส่วนที่ 1 ) ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เราถนัด อาจเป็นหุ้น อสังหาฯ เพชร ทองคำ ฯลฯ หรือถ้าไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ก็ให้มืออาชีพบริหารให้ผ่าน “กองทุนรวม” ก็ได้เช่นกัน เพราะการลงทุน (ระยะยาว) ดีกว่าการฝากเงินเป็นไหนๆ แต่ไม่ว่าจะลงทุนในอะไร…ต้องไม่ลืม “กระจายการลงทุน”

ทำทุกอย่างให้ง่าย และเป็นอัตโนมัติ
การลงทุนที่เสี่ยงที่สุดคือ “การลงทุนในเวลา” เพราะใช้แล้วหมดเลย ไม่มีวันหวนกลับมาให้เราแก้ไขสิ่งใด (บางครั้งหุ้นที่ว่าเสี่ยง ร่วงหนักๆ ยังกลับมาเป็นบวกได้) ซึ่งเวลาของ Freelance เป็นเงินเป็นทองจริงๆ ดังนั้นอะไรที่ช่วยลดขั้นตอนการทำธุรกรรมทางการเงินได้ ทำซะ! ทั้งธนาคารออนไลน์ ลงทุนแบบอัตโนมัติ (ตัดบัญชีรายเดือน) ฯลฯ
แล้วเอาเวลาที่เข้าคิวเรียกชื่อในธนาคารพาณิชย์ ไปเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาตัวเอง ดีกว่า ^_* ทุกชนชั้นทุกอาชีพก็ต้องวางแผนการเงินด้วยกันทั้งนั้น

You may also like...